ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล”วางเป้า “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. (PDPC) จัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปีแห่งการสถาปนาองค์กร โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมอบนโยบายสำคัญ สะท้อนทิศทางการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย PDPA ให้ก้าวไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” เพื่อรองรับความท้าทายในยุค AI พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ

การดำเนินงานของ สคส. ในวาระก้าวสู่ปีที่ 4 เกิดขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงทางดิจิทัลที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้ในทางที่ผิด เทคโนโลยีปลอมแปลงเสมือนจริง หรือ Deepfake ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนเศรษฐกิจหลอกลวงที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมและสร้างผลกระทบในวงกว้าง

ข้อมูลระดับสากลระบุว่า รูปแบบการฉ้อโกงที่ใช้ AI และ Deepfake เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 180 ภายในรอบปีที่ผ่านมา ขณะที่ความเสียหายจากการฉ้อโกงอัตลักษณ์บุคคลทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศไทย มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 4 เดือนของปี 2569 อยู่ที่ 7.48 พันล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ข้อมูลรั่วไหล” คือหนึ่งในต้นทางสำคัญที่ถูกนำไปใช้หล่อเลี้ยงขบวนการหลอกลวง และยิ่งตอกย้ำให้บทบาทของกฎหมาย PDPA รวมถึงภารกิจของ สคส. มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศมากขึ้น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ยกระดับประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นวาระสำคัญของประเทศ โดยเชื่อมโยงทั้งมิติด้านความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อรับมือภัยคุกคามในโลกดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตได้อย่างรับผิดชอบ

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคง ความเชื่อมั่น และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของตนเองได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ก็จะกล้าใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น และเมื่อภาคธุรกิจมีมาตรฐานด้านข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็จะช่วยดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสู่ประเทศ สิ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สคส. กำลังดำเนินการ จึงเป็นทั้งการคุ้มครองสิทธิของคนไทย และการวางรากฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัลเดินหน้าไปพร้อมกัน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า สคส. มีเป้าหมายในการปรับมุมมองของสังคมที่มีต่อกฎหมาย PDPA จากเดิมที่อาจถูกมองว่าเป็นเพียงข้อกำหนดทางกฎหมาย หรือภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ ให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์”

“ความเชื่อมั่นคือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล หากประชาชนยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลของตนเองจะถูกนำไปใช้อย่างไร การขับเคลื่อนบริการดิจิทัลก็ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ บทบาทของ สคส. ในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายในเชิงตั้งรับ แต่เราต้องการเป็นหน่วยงานที่ช่วยทำงานเชิงรุก สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นธรรม เป้าหมาย ‘ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์’ อาจเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่เป็นมาตรฐานที่ สคส. ตั้งใจผลักดัน เพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น”

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา สคส. ได้ขับเคลื่อนภารกิจหลักอย่างต่อเนื่องใน 3 ด้าน ได้แก่ การกำกับดูแล การส่งเสริมองค์ความรู้ และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ โดยองค์กรได้เปลี่ยนผ่านจากช่วงของการให้ความรู้ ไปสู่ยุคของการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังมากขึ้น

ที่ผ่านมา สคส. ได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมและให้คำแนะนำเชิงรุกแก่หน่วยงานทั่วประเทศแล้วกว่า 590,000 หน่วยงาน พร้อมเริ่มมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองต่อองค์กรที่ละเลยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยมีมูลค่าโทษปรับรวมกว่า 21.5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน สคส. ยังเดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการ SME ให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยไม่กลายเป็นภาระด้านต้นทุนมากเกินไป ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับชาติ รวมถึงการเตรียมประกาศใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจไทย และเป็นใบเบิกทางสำคัญในการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 สคส. เตรียมเดินหน้ายกระดับมาตรการในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรฐานการรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล การวางกรอบกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ หรือ AI Governance โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเยาวชน รวมถึงการขยายการเข้าถึงบริการของ สคส. ไปสู่ระดับภูมิภาค และส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPO อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้บริการออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

ภายในงานครบรอบ 4 ปีของ สคส. ยังมีกิจกรรมตลอดทั้งวัน เพื่อถ่ายทอดความคืบหน้าในการดำเนินงาน และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

· นิทรรศการ “4 ปี ความก้าวหน้าและความสำเร็จในภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อสะท้อนพัฒนาการและผลงานขององค์กรตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา

· เวทีเสวนา “4th Anniversary PDPC Thailand: ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ” พร้อมการฉายวีดิทัศน์ประวัติความเป็นมาและการจัดตั้ง สคส. โดยมีกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรรมการกำกับสำนักงานฯ และเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองบนเวที

· การให้ความรู้เกี่ยวกับการขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ กิจกรรมเสวนาภายในงานจะมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ทางเพจ “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล – สคส” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน หน่วยงาน และทุกภาคส่วนสามารถร่วมรับชมและติดตามความเคลื่อนไหวได้อย่างทั่วถึง

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ สคส. จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการยกระดับกฎหมาย PDPA ของไทย ให้กลายเป็นรากฐานของสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อมั่นได้ พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สคส. ย้ำ พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับใหม่ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล-ผู้เสียชีวิต ฝ่าฝืนเจอโทษหนักถึงจำคุก 5 ปี

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ออกแถลงการณ์ย้ำถึงการมีผลบังคับใช้ของ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พ.ร.ก.ไซเบอร์” ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 เป็นต้นมา

เน้นคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ถึงแก่กรรม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของ พ.ร.ก.ฉบับนี้อยู่ใน มาตรา 11/2 ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งในรูปแบบข้อมูลโดยตรงและข้อมูลโดยอ้อม รวมถึงข้อมูลของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว หากมีการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อกระทำผิดทางอาญาหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

  • หากใช้ข้อมูลโดยมิชอบ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • หากมีการซื้อขายข้อมูลโดยเจตนา: จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มุ่งป้องกันภัยไซเบอร์จากต้นทาง

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สคส. เปิดเผยว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มักใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการหลอกลวงประชาชน

“กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแต่เน้นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปิดโอกาสให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้” — พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

เสริมความแข็งแกร่งกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับใหม่นี้ทำงานควบคู่กับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) โดยเน้นให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสูงสุดจากการละเมิดสิทธิข้อมูล ไม่ว่าจะในรูปแบบการเผยแพร่ การซื้อขาย หรือการใช้เพื่อวัตถุประสงค์อันไม่ชอบ

แนะประชาชนอย่าละเลยข้อมูลส่วนตัว

สคส. ฝากถึงประชาชนให้ ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น บัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขบัญชี ให้กับบุคคลหรือองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ

หากสงสัยว่าข้อมูลของตนอาจถูกละเมิด ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที โดย สคส. ได้เปิด ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูล (PDPC Eagle Eye) และร่วมมือกับ ตำรวจไซเบอร์ (Cyber Eye) ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างทันท่วงที

ช่องทางติดต่อ

หากพบเห็นหรือสงสัยว่าเกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สามารถแจ้งได้ที่
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)
โทร. 02-111-8800

KBANK เตือนลูกค้า K PLUS เร่งยืนยันเบอร์มือถือก่อน 9 มี.ค. นี้

ธนาคารกสิกรไทยออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าผู้ใช้แอปพลิเคชัน K PLUS ให้รีบดำเนินการ ยืนยันหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ที่ใช้บริการก่อน วันที่ 9 มีนาคม 2567 เพื่อให้สามารถใช้งานแอปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องยืนยันเบอร์มือถือ K PLUS?

การยืนยันหมายเลขโทรศัพท์เป็นมาตรการสำคัญที่ธนาคารกสิกรไทยใช้เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยของธุรกรรมทางการเงินผ่านแอป K PLUS โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มิจฉาชีพมีเทคนิคหลอกลวงที่ซับซ้อนขึ้น การยืนยันเบอร์มือถือจะช่วยให้ธนาคารสามารถส่งรหัส OTP และแจ้งเตือนธุรกรรมสำคัญต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

วิธียืนยันเบอร์มือถือบน K PLUS

ลูกค้าสามารถดำเนินการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์มือถือได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ผ่านแอป K PLUS โดยทำตามขั้นตอนดังนี้:

  1. เข้าสู่ระบบ แอป K PLUS
  2. ไปที่ เมนูตั้งค่า
  3. เลือก จัดการบัญชีและอุปกรณ์
  4. เลือก ยืนยันหมายเลขโทรศัพท์
  5. กรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการยืนยัน
  6. รับรหัส OTP และกรอกเพื่อยืนยัน
  7. เสร็จสิ้น! ระบบจะแสดงข้อความยืนยันว่าเบอร์มือถือได้รับการยืนยันเรียบร้อยแล้ว

หากไม่ยืนยันภายในกำหนดจะเกิดอะไรขึ้น?

ลูกค้าที่ไม่ดำเนินการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์ภายใน วันที่ 9 มีนาคม 2567 อาจไม่สามารถใช้บริการบางฟังก์ชันของแอป K PLUS ได้ เช่น การทำธุรกรรมโอนเงิน การสมัครบริการใหม่ หรือการรับรหัส OTP เพื่อยืนยันตัวตน

ธนาคารกสิกรไทยแนะนำให้ลูกค้าดำเนินการทันที

เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ธนาคารกสิกรไทยแนะนำให้ลูกค้าทุกท่านดำเนินการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์มือถือโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อ K-Contact Center โทร. 02-888-8888 หรือสอบถามที่สาขาของธนาคารทั่วประเทศ

สรุป

การยืนยันเบอร์มือถือกับแอป K PLUS เป็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ และป้องกันการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต ลูกค้ากสิกรไทยควรดำเนินการ ยืนยันเบอร์มือถือภายในวันที่ 9 มีนาคม 2567 เพื่อให้สามารถใช้บริการ K PLUS ได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

งานอนาคตมาแล้ว! อาชีพที่กำลังมาแรงในยุคดิจิทัล

เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโลก อาชีพก็ต้องเปลี่ยนตาม

โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ งานบางประเภทอาจหายไป แต่งานใหม่ ๆ ก็กำลังเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก หากคุณกำลังวางแผนอาชีพหรือมองหาโอกาสใหม่ ๆ นี่คืออาชีพที่กำลังมาแรงและมีอนาคตสดใสในยุคดิจิทัล


1. นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst / Data Scientist)

📊 ทำไมถึงมาแรง?

  • ปัจจุบัน ข้อมูล (Data) เป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดของธุรกิจ
  • ทุกบริษัทต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจทางธุรกิจ

🔹 ทักษะที่ต้องมี:

  • การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Python, R, SQL
  • ความเข้าใจในสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล
  • การสร้าง Data Visualization ให้เข้าใจง่าย

🛠 โอกาสในอนาคต:
ธุรกิจทุกภาคส่วนต้องการนักวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร อีคอมเมิร์ซ หรือสายสุขภาพ


2. วิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (AI Engineer / Machine Learning Engineer)

🤖 ทำไมถึงมาแรง?

  • AI กำลังเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีในทุกอุตสาหกรรม
  • Chatbots, รถยนต์ไร้คนขับ, และระบบแนะนำสินค้า ล้วนขับเคลื่อนด้วย AI

🔹 ทักษะที่ต้องมี:

  • การเขียนโปรแกรม (Python, TensorFlow, PyTorch)
  • คณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูง
  • ความเข้าใจด้าน Machine Learning และ Deep Learning

🛠 โอกาสในอนาคต:
ทุกบริษัทที่ต้องการพัฒนา AI ของตัวเองกำลังมองหาคนที่มีทักษะนี้


3. ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Specialist)

🔐 ทำไมถึงมาแรง?

  • โลกดิจิทัลเต็มไปด้วยภัยคุกคามจากแฮ็กเกอร์และมัลแวร์
  • องค์กรต้องการความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง

🔹 ทักษะที่ต้องมี:

  • การตรวจจับและป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์
  • การใช้เครื่องมือด้านความปลอดภัย เช่น Firewalls, Encryption
  • การเข้าใจโครงสร้างเครือข่ายและความเสี่ยงด้านไซเบอร์

🛠 โอกาสในอนาคต:
ภาครัฐและภาคเอกชนต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


4. นักพัฒนา Web3 และ Blockchain (Blockchain Developer)

🛠 ทำไมถึงมาแรง?

  • เทคโนโลยี Blockchain กำลังเป็นพื้นฐานของการเงินและธุรกิจยุคใหม่
  • NFTs, Smart Contracts, และ DeFi (Decentralized Finance) กำลังเติบโต

🔹 ทักษะที่ต้องมี:

  • การพัฒนา Smart Contracts ด้วย Solidity
  • การทำงานกับ Blockchain เช่น Ethereum, Binance Smart Chain
  • การออกแบบโครงสร้างของแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (DApps)

🛠 โอกาสในอนาคต:
แม้ว่า Crypto จะมีความผันผวน แต่เทคโนโลยี Blockchain ยังคงได้รับการพัฒนาและใช้งานในหลายอุตสาหกรรม


5. ผู้เชี่ยวชาญด้าน UX/UI (UX/UI Designer)

🎨 ทำไมถึงมาแรง?

  • ผู้ใช้ต้องการประสบการณ์ที่ดีขึ้นในการใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
  • ธุรกิจที่มี UX/UI ดี มักจะประสบความสำเร็จมากกว่า

🔹 ทักษะที่ต้องมี:

  • การออกแบบด้วย Figma, Adobe XD
  • การเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้และการวิจัย UX
  • การออกแบบอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย

🛠 โอกาสในอนาคต:
ทุกบริษัทที่ทำแอปหรือเว็บไซต์ต้องการ UX/UI Designer เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์


6. นักสร้างคอนเทนต์วิดีโอ (Video Content Creator / Streamer)

📹 ทำไมถึงมาแรง?

  • การตลาดออนไลน์ต้องการวิดีโอมากขึ้น
  • แพลตฟอร์มอย่าง YouTube, TikTok, Facebook Reels กำลังเติบโต

🔹 ทักษะที่ต้องมี:

  • การตัดต่อวิดีโอด้วย Premiere Pro, CapCut, DaVinci Resolve
  • ทักษะการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ
  • การใช้ AI และเทคโนโลยีใหม่ในการสร้างคอนเทนต์

🛠 โอกาสในอนาคต:
นักสร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้จากโฆษณา การตลาด และการเป็นอินฟลูเอนเซอร์


เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานอนาคต!

พัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
เรียนรู้และฝึกฝนทักษะใหม่ผ่านคอร์สออนไลน์
สร้างโปรเจกต์หรือพอร์ตโฟลิโอของตัวเอง
ติดตามแนวโน้มและโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดแรงงาน

โลกของงานกำลังเปลี่ยนไป ถ้าคุณพร้อมพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ คุณจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับยุคดิจิทัลและประสบความสำเร็จในอาชีพที่คุณเลือก

ก้าวใหม่ของ “สุรพงศ์ เปล่งขำ” สู่ตำแหน่งเลขาธิการ สคส.

การเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ รับตำแหน่งเลขาธิการ สคส.

สัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญของวงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เข้ารับตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นด้วยการนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สักการะศาลพระพรหม ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เพื่อความเป็นสิริมงคล

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี พ.ต.อ.สุรพงศ์ ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมแถลงแนวทางการขับเคลื่อน สคส.ศูนย์บริการรับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA Center) ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารศูนย์บริการ NT2 โดยงานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งผลักดันให้กฎหมาย PDPA มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

บรรยากาศในวันดังกล่าวเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชนจับตามองถึงแนวทางการทำงานของเลขาธิการ สคส. คนใหม่ ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการรั่วไหล วงในเผยว่า พ.ต.อ.สุรพงศ์ พร้อมลุยเต็มกำลังในการขับเคลื่อนนโยบาย PDPA ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ อีกทั้งยังมีแผนขยายศูนย์ PDPA Center สู่ระดับภูมิภาคให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยเป้าหมาย “ลดการรั่วไหลของข้อมูลให้เป็นศูนย์”

การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งครั้งนี้ของ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ จะส่งแรงสั่นสะเทือนแค่ไหนต่อวงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด!
##ข้อมูลรั่วไหลเป็น “0”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Exit mobile version